เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
Mobile    
ค้นหา:
  บทความ  รถเข็น 
สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 11/09/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 01/10/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 146


หมวดหมู่สินค้า/บริการ



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

Link
ออกแบบหรือให้คำปรึกษา งานวิศวกรรม งานติดตั้ง ปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงเครื่องจักรอุปกรณ์ งานระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์ จำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปและสินค้าที่หายาก




จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง, ยินดีรับตัวแทนจำหน่าย, รับสมัคร พนักงานขายประจำ OFFICE, รับสมัคร ช่างไฟฟ้า/ช่างอิเลคทรอนิคส์
บทความ
การใช้งานเทอร์โมคัปเปิลมาตรฐาน (Characteristic in Application of Thermocouple Standard Type) (อ่าน 3144/ตอบ 0)

ในปัจจุบัน พบว่ามีเทอร์โมคัปเปิลมาตรฐานอยู่ 7 ชนิดตามมาตรฐานของ ANSI และ ASTM โดยการจำแนกตามประเภทของวัสดุที่ใช้ทำได้แก่

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ S

 

ข้อดีของแบบ S

·        เหมาะกับการใช้งานในสภาวะที่เกิดปฏิกิริยาเคมีแบบออกซิไดซิง (oxidizing)

·        เหมาะกับการใช้งานในสภาวะงานเฉื่อย (inert) คืองานที่ไม่เปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาใดๆ ได้ง่ายๆ

·        นิยมใช้กับงานวัดตัวแปรที่มีอุณหภูมิสูง เช่น เตาหลอมเหล็ก

·        วัดอุณหภูมิต่อเนื่องได้จากช่วง 0 ถึง 1550°C และอุณหภูมิช่วงสั้นๆ ได้จากช่วงประมาณ  -50°C ถึงประมาณ1700°C

·        หากอยู่ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมจะให้ความเที่ยงตรงสูงที่สุด

·        ใช้ในการสอบเทียบ ตั้งแต่จุดแข็งตัวของแอนติโมนี (630.74°C) จนถึงจุดแข็งตัวของทองแดง (1064.43°C) ตามมาตรฐาน IPTS 68

 

ข้อเสียของแบบ S

·        ต้องใช้ท่อป้องกันในทุกสภาวะบรรยากาศ

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีปฏิกิริยาแบบรีดิวซิง (reduzing)

·        ไม่เหมาะกับงานที่เป็นสูญญากาศ (vacuum)

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีไอโลหะ เช่น สังกะสี ตะกั่ว

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีไอของอโลหะ เช่น จำพวก อาเซนิก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส เพราะจะมีอายุการใช้งานสั้นลง

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ R

เป็นแบบที่เหมาะกับการวัดอุณหภูมิสูงๆ

 

ข้อดีของแบบ R

·        ให้แรงเคลื่อนทางด้านเอาท์พุตสูงกว่าแบบ S

·        วัดอุณหภูมิต่อเนื่องได้จากช่วง 0°C ถึง 1600°C

·        วัดอุณหภูมิช่วงสั้นได้จากช่วง -50°C ถึงประมาณ 1700°C

·        เหมาะกับการวัดอุณหภูมิสูงๆ เช่น ในเตาหลอมเหล็ก อุตสาหกรรมแก้ว

·        ทนทานต่อการกัดกร่อน และให้เสถียรภาพของอุณหภูมิที่ดี

 

ข้อเสียของแบบ R

·        ต้องใช้ท่อป้องกันในทุกสภาวะบรรยากาศ

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีปฏิกิริยาแบบรีดิวซิง (reduzing)

·        ไม่เหมาะกับงานที่เป็นสูญญากาศ (vacuum)

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีไอโลหะ เช่น สังกะสี ตะกั่ว

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีไอของอโลหะ เช่น จำพวก อาเซนิก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส เพราะจะมีอายุการใช้งานสั้นลง

·        ให้ความเป็นเชิงเส้นต่ำเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 540°C

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ B

 

ข้อดีของแบบ B

·        วัดอุณหภูมิต่อเนื่องได้จากช่วงประมาณ 100°C ถึงประมาณ 1600°C

·        วัดอุณหภูมิช่วงสั้นได้จากช่วงประมาณ 50°C ถึงประมาณ 1750°C

·        แข็งแรงกว่าแบบ S และแบบ R

·        เหมาะกับการใช้งานในสภาวะที่มีปฏิกิริยาแบบออกซิไดซิงและสภาวะเฉื่อย ให้ความเป็นเชิงเส้นของสัญญาณ (linearity) ดี

 

ข้อเสียของแบบ B

·        ให้แรงดันไฟฟ้าน้อยกว่าแบบอื่นๆ เมื่อวัดอุณหภูมิที่เงื่อนไขเดียวกัน

·        ไม่เหมาะกับสภาวะที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแบบรีดิวซิง

·        ไม่เหมาะกับสภาวะที่เป็นสุญญากาศ

·        ไม่เหมาะกับสภาพงานที่มีไอของโลหะและอโลหะเช่นเดียวกับแบบ R และ S

·        ให้ค่าแรงดันไฟฟ้าสองค่า (double value region) จากอุณหภูมิในช่วง 0 - 42°C ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าที่แรงดันไฟฟ้านั้นมีอุณหภูมิเป็นเท่าใด เช่นที่อุณหภูมิ 0°C จะแรงเลื่อนไฟฟ้าเท่ากับ 42°C

·        ให้ความชัน (การเปลี่ยนแปลงแรงดันต่ออุณหภูมิ) ของสัญญาณต่ำกว่าแบบอื่น ๆ

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ J

หากใช้แพลทตินัมมาทำเป็นเทอร์โมคัปเปิลความคุ้มทุนก็ลดลงไป ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้เทอร์โมคัปเปิลราคาถูกลง จึงใช้วัตถุธาตุอื่นที่มีราคาถูกกว่ามาทดแทนแพลทตินัม โดยรหัสสีตามมาตรฐาน BS มีดังนี้ ถ้าขั้วบวก จะเป็นสีดำ ขั้วลบจะเป็นสีขาว ทั้งตัวจะเป็นสีดำ

 

ข้อดีของแบบ J

·        ให้อัตราการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้าต่ออุณหภูมิได้ดี

·        มีราคาถูกกว่าแบบที่ทำจากธาตุบริสุทธิ์

·        ตามมาตรฐาน BS 7937 Part 30 สามารถวัดอุณหภูมิได้ต่อเนื่องจากช่วงประมาณ -210°C ถึง 1200°C

·        เหมาะกับสภาพงานที่เป็นสุญญากาศ งานที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิไดซิง และงานที่อยู่ในสภาพเฉื่อย เมื่ออุณหภูมิไม่เกิน 760°C

·        นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก

·        เป็นแบบที่นิยมใช้ ราคาไม่แพง

 

ข้อเสียของแบบ J

·        วัดอุณหภูมิได้ต่ำกว่าแบบ T

·        ไม่เหมาะสมมากนักกับงานที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0°C

·        หากวัดที่อุณหภูมิสูงกว่า 538°C จะเกิดปฏิกิริยาออกซิไดซิงที่สายซึ่งทำจากเหล็กด้วยอัตราสูง

·        หากใช้งานนานเกินช่วง 20 ปี ส่วนผสมทางเคมี คือ แมงกานีสในเหล็กจะเพิ่มขึ้น 0.5% ทำให้คุณสมบัติของแรงดันไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ K

เทอร์โมคัปเปิลชนิดนี้เริ่มผลิตให้เป็นมาตรฐานตั้งแต่ปี ค.. 1916 โดยพื้นฐานการผลิต ขั้วหนึ่งจะเป็นนิกเกิลที่เจือปนด้วยอะลูมิเนียมส่วนอีกด้านที่เจือปนด้วยโครเมียม เพราะว่าในปี ค.. 1916 ยังไม่สามารถสร้างนิเกิลบริสุทธิ์ได้จึงได้เติมสารไม่บริสุทธิ์ต่าง ๆ ในส่วนผสมของวัสดุชนิด K แต่ในปัจจุบันได้มีการระมัดระวังส่วนผสมที่จะทำให้เกิดความไม่บริสุทธิ์ดังกล่าวเพื่อเหตุผลในการบำรุงรักษาและสอบเทียบ

 

ข้อดีของแบบ K

·        เป็นแบบที่นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด

·        สำหรับการวัดอุณหภูมิช่วงสั้นๆ จะวัดได้จาก -180°C ถึงประมาณ 1,350°C

·        สามารถใช้วัดในงานที่มีปฏิกิริยาออกซิไดซิง หรือสภาวะแบบเฉื่อย (inert) ได้ดีกว่าแบบอื่นๆ

·        สามารถใช้กับสภาพงานที่มีการแผ่รังสีความร้อนได้ดี

·     ให้อัตราการเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าต่ออุณหภูมิดีกว่าแบบอื่นๆ (ความชันเกือบเป็น 1) และมีความเป็นเชิงเส้นมากที่สุดในบรรดาเทอร์โมคัปเปิลด้วยกัน

 

ข้อเสียของแบบ K

·        ไม่เหมาะกับการวัดที่ต้องสัมผัสกับปฏิกิริยารีดิวซิงและออกซิไดซิงโดยตรง

·        ไม่เหมาะกับงานที่มีไอของซัลเฟอร์

·        ไม่เหมาะกับสภาพงานที่เป็นสุญญากาศ (ยกเว้นจะใช้ในช่วงเวลาสั้นๆ)

·        หลังการใช้งานไป 30 ปี ทำให้ส่วนผสมทางเคมีเปลี่ยนไป เป็นผลทำให้คุณสมบัติของแรงดันไฟฟ้าเปลี่ยนไป

 

 

เทอร์โมคัปเปิลแบบ T

 

ข้อดีของแบบ T

·        ดีกว่าแบบ K ตรงที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ต่ำกว่า นั่นคือเหมาะกับการวัดอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำ เช่นในห้องเย็น ตู้แช่แข็ง

·        ให้ความแน่นอนในการวัดดีกว่าแบบ K (ช่วงที่ต่ำกว่า 100°C ความแน่นอนจะเป็น

ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวเลขและตัวอักษรให้ถูกต้อง
 
สินค้า/บริการ แนะนํา
CMP8510 อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิ -30 ํC ถึง 80 ํC แบบไม่มีหน้าจอ
GTDGPS Data Logger มี GPS ในตัวสามารถบันทึกข้อมูลและตำแหน่งพิกัด สั่งงานควบคุมการเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ
ราคา 0.00 บ.
CMHx531R  Monitoring อุณหภูมิ ความชื้น ความดัน พร้อมเพิ่มได้อีก 3 input ติดตั้งกับ server rack
ราคา 0.00 บ.
CMT0110 อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิ -30 ํC ถึง 80 ํC ส่งสัญญาณ 4-20mA
CMT1110 อุปกรณ์วัดค่าความชื้น ส่งสัญญาณ 4-20mA
CMC0111 มิเตอร์วัดอุณหภูมิ -50 ํC ถึง 250 ํC
CMT3110 อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิและความชื้น -30 ํC ถึง 80 ํC ส่งสัญญาณ 4-20mA
CMT3111 อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิและความชื้นผ่านโพรบ -30 ํC ถึง 105 ํC ส่งสัญญาณ 4-20mA
CMT3113Dอุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิและความชื้น -30 ํC ถึง 125 ํC (duct type) สัญญาณ 4-20mA
CMT3117 อุปกรณ์วัดค่าอุณหภูมิและความชื้น -30 ํC ถึง 125 ํC (bar type) ส่งสัญญาณ 4-20mA

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//